Monthly Archives: January 2017

sye coffee สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน

sye coffee สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน ของตัวเองให้สวยเป๊ะเข้ารูปอย่างรวดเร็ว และมีความปลอดภัยแล้วนั้น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบหลักๆจากธรรมชาติ เห็นจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันสารสกัดจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน ก็มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจ จนอยากยกขึ้นมากล่าวถึงในบทความชิ้นนี้คือ สารสกัดจากเมล็ดกาแฟสีเขียว ที่กำลังได้รับความสนจากคนที่ต้องการลดน้ำหนักทั่วโลกเลยทีเดียว เมล็ดกาแฟสีเขียว คือ อะไร? เมล็ดกาแฟสีเขียว (Extract Green) เป็นเมล็ดดิบของกาแฟ หรือถั่ว ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มันมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่าน่ามหัศจรรย์ เนื่องจากในเมล็ดกาแฟสีเขียวนั้น ประกอบด้วยกรด chlorogenic ปริมาณมาก ที่ส่งผลต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และโรคหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้ มันยังให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในการลดน้ำหนัก sye coffee.

sye coffee

sye coffee คุณสมบัติที่น่าสนใจของเมล็ดกาแฟสีเขียว ในการช่วยลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน กาแฟลดน้ำหนัก

1.อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ได้รับการยอมรับแล้วจากนักวิจัยทั่วโลกว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้น มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการเสริมสร้างระบบเผาผลาญอาหารของร่างกายโดยรวม นำไปสู่น้ำหนักตัวที่ลดลง ลดสัดส่วน อย่างเป็นธรรมชาติ กาแฟ sye s

2.เสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย สารสกัดจากเมล็ดกาแฟสีเขียว มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญโดยรวมของร่างกาย และยังช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญในขณะที่ทำกิจกรรมต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะไขมัน และเนื้อเยื่อไขมันในอัตราที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สารสกัดจากเมล้ดกาแฟสีเขียว ยังเพิ่มความรวดเร็วในการเผาผลาญอาหาร โดยเปลี่ยนกระบวนการดูดซึมน้ำตาลจากกระแสเลือดขู่ร่างกายให้กลายเป็นพลังงานในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น sye coffee

3.ช่วยยับยั้งพฤติกรรมตามใจปากที่มากจนเกินไป เป็นอีกหนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญของสารสกัดจากเมล็ดกาแฟสีเขียว มันสามารถช่วยยับยั้งพฤติกรรมตามใจปากที่มากจนเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสคัญที่ทำให้น้ำหนักตัวของคุณเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

จากข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของเมล็ดกาแฟสีเขียวที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น เชื่อว่าคงจะช่วยทำให้หลายๆคน เห็นถึงประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีศักยภาพในการช่วยดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอย่างล้ำลึก ด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

สวย หุ่นดี เป๊ะ ในสายตาคนอื่นๆ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ทุกคนต่างต้องการที่จะครอบครองเป็นเจ้าของ ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือ ยาลดน้ำหนัก มากมายหลายชนิดออกมาวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก สำหรับคุณสาวๆที่สนใจการลดน้ำหนัก โดยการรับประทานยาลดน้ำหนักแล้วก็คงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในการมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่ระวังให้ดี และรู้วิธีเลือกซื้อยาลดน้ำหนักอย่างถูกต้องแล้วล่ะก็ ยาลดน้ำหนักบางตัวแทนที่จะช่วในการลดน้ำหนัก ก็อาจที่จะย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพของคุณสาวๆ เสมือนเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

ประเภทของยาลดน้ำหนักมีอะไรบ้าง?

ในปัจจุบัน ยาลดน้ำหนัก ที่มีการวางขายอยู่ในท้องตลาด สามารถทำการแบ่งออกได้เป็น 7 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. ยาควบคุมความหิว ยาลดน้ำหนัก กลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมความหิวในสมอง ทำให้ไม่รู้สึกอยากรับประทานอาหารและอิ่มเร็ว แต่เนื่องจากยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนค่อนข้างมาก เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หงุดหงิด ใจสั่น ปากแห้ง

2. ยาเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เป็นการนำยาในกลุ่ม “ไทรอยด์ฮอร์โมน” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคไทรอยด์มาใช้ เพราะยากลุ่มนี้สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน น้ำหนักจึงลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่ลดลงเป็นน้ำหนักที่เกิดจากมวลรวมของร่างกาย แทนที่จะเป็นไขมัน ดังนั้น ยานี้จึงส่งผลข้างเคียงสูง แถมยังเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

3. ยาระบายและยาขับปัสสาวะ เป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากทำให้เห็นผลเร็วและน้ำหนักลดลงมาก แต่ความจริงแล้วเป็นภาพลวงตา เพราะสิ่งที่ลดลงไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นน้ำภายในร่างกาย การใช้ยาประเภทนี้จะส่งผลข้างเคียง เช่น ทำให้ขาดเกลือแร่ที่สำคัญ และอาจทำให้ไตมีปัญหาได้

4. ยาที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกใยอาหาร (ไฟเบอร์) เช่น บุก แมงลัก ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องอืด

5. ยาลดการดูดซึมไขมัน ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของน้ำย่อย ที่มีหน้าที่ย่อยสลายไขมัน เมื่อไขมันไม่ถูกย่อยก็จะไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย และในที่สุดจะถูกขับถ่ายออกไป sye coffee อย่างไรก็ตาม ยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงทำให้มีลมในลำไส้มาก ท้องอืด ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมัน ผายลมมีน้ำมันปนออกมา อุจจาระบ่อย หรือกลั้นอุจจาระไม่อยู่

6. อาหารเสริมที่อ้างว่าสามารถช่วยลดน้ำหนัก เช่น ไคโตซาน ส้มแขก

7. วิตามิน ถูกจ่ายควบคู่มาด้วย เนื่องจากผลข้างเคียงของยาต่างๆ ข้างต้นทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารไม่เพียงพอ หรือระบายน้ำออกจากร่างกายมากไป ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่และวิตามิน

การใช้ ยาลดน้ำหนัก เพื่อช่วยในการลดความอ้วนนั้น ถือว่าเป็นตัวเลือกที่สามารถทได้ ขอเพียงแค่มีความรู้ ความเข้าใจ และศึกษาผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักของ ยาลดน้ำหนักแต่ละประเภท เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ในเวลาที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายของคุณไม่ต้องแบกรับภาระที่มากจนเกินไป จนทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว

สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐานไปไกลโข แน่นอนว่า การ ลดความอ้วนแบบเร่งด่วน คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันกับต้นๆที่หลายๆคนพยายามค้นหาวิธีการจากบรรดาเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ในอินเทอร์เน็ต มาทำตามกันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลยทีเดียว แต่ที่จริงแล้วการ ลดความอ้วนแบบเร่งด่วน นอกเหนือจากน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็วแล้ว หลายๆครั้งมันยังส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย และจิตใจ ของผู้ที่ปฎิบัติด้วย สำหรับบทความในวันนี้ จะขอพาคุณผู้อ่านทกุกท่านไปรู้จักกับ “ด้านมืด” ที่มักเกิดขึ้นกับคนที่พยายาม ลดความอ้วนแบบเร่งด่วน มากจนเกินไป ว่ามันส่งผลเชิงลบต่อชีวิตอย่างไรกันบ้าง sye coffee.

bio c ในปัจจุบันนี้มีค่านิยมที่ถูกบ้างผิดบ้างกระตุ้นให้คนหันมาสนใจกินอาหารเสริม

bio c ในปัจจุบันนี้มีค่านิยมที่ถูกบ้างผิดบ้างกระตุ้นให้คนหันมาสนใจกินอาหารเสริม เช่น ถ้าอยากผิวสวยต้องกินอาหารเสริมที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึก อยากสูงต้องกินแคลเซียมเสริม อยากความจำดีขึ้นต้องกินน้ำมันตับปลา หรือถ้าไม่อยากอ่อนเพลียให้กินวิตามินซี สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่สรรพคุณข้างกล่องที่เชิญชวนให้ดูน่าซื้อมาบริโภค แต่จะดีกว่าถ้าเรารู้หลักการทำงานของอาหารเสริมเหล่านี้ และรับประทานอย่างถูกวิธีให้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่กลับเป็นโทษต่อร่างกาย ศาสตราจารย์ อลันโลแกน แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด (HMS-CME) ได้กล่าวว่าอาหารเสริม (supplements) คือ สิ่งที่มาช่วยเติมเต็มสารอาหารให้แก่ร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่อาหารที่สามารถกินแทนมื้อหลักได้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้คือ bio c.

bio c

bio c 1.มัลติวิตามิน (Multivitamins)

เป็นอาหารเสริมที่รวมวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกาย ควรได้รับในแต่ละวัน มีส่วนประกอบหลักคือแคลเซียม และธาตุเหล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้สดชื่นกระฉับกระเฉง มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรืออยู่ในช่วงควบคุมอาหาร และในทางสูตินรีแพทย์นิยมให้วิตามินชนิดนี้แก่ผู้ป่วยสตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงควบคุมอาหาร เพื่อเพิ่มเติมความสมบูรณ์ของครรภ์มารดาอีกด้วย มัลติวิตามินที่เป็นที่นิยมกินเป็นอาหารเสริม คือ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ ไบโอซี

2.โพรไบโอติก (Probiotics)

ร่างกายควรได้รับอาหารเสริมจำพวกจุลินทรีย์และแบคทีเรีย เพื่อประโยชน์ในการย่อยอาหารอีกทั้งยังช่วยให้เกิดความสมดุลของระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้อีกด้วย อาหารเสริมประเภทนี้ได้แก่ ไฟเบอร์ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว bio c

3.สารสกัดจากพืช (Herbal)

อาหารเสริมที่ได้จากสารสกัดจากพืชช่วยให้เราบริเวณได้ง่ายขึ้น ร่างกายยังสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ในทันที เช่น ขมิ้นชันอัดเม็ด ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด สารสกัดจากใบแปะก๊วยอัดเม็ด ช่วยบำรุงสมองและความจำ เป็นต้น โดยส่วนต่าง ๆ ของพืชที่นำมาสกัดคือ ต้นอ่อน (ยอดใบ) ราก ดอก ผล ก้าน ใบ อาหารเสริมประเภทนี้ไม่สะสมในร่างกายและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ

4.กรดอะมิโน (Amino acid)

อาหารเสริมจำพวกกรดอะมิโน คือหน่วยย่อยโปรตีน ที่หน้าที่บำรุงเส้นผม ผิวพรรณ ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และเซลล์เนื้อเยื่อ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย อาหารเสริมจำพวกนี้ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต อาหารเสริมยอดนิยมประเภทนี้คือ น้ำมันสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก และน้ำมันสกัดจากเมล็ดพืช

อาหารเสริมพื้นฐานที่ควรเลือกบริโภค

1.วิตามินบีคอมเพล็กซ์ (Vitamin B-comples) คืออาหารเสริมที่รวมตั้งแต่ บี 1 ถึง บี 12 ที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสำคัญต่อระบบประสาทและสมอง ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย ผู้ใหญ่ควรบริโภคประมาณ 50-100 มิลลิกรัมต่อวันในทุกเช้า

2.วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่ตับของมนุษย์ไม่สามารถผลิตออกมาได้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องเติมเต็มเข้าสู่ร่างกาย และเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำจึงไม่สะสมอยู่ในร่างกาย สามารถแบ่งกินระหว่างวันได้ทุก ๆ 6 ชั่วโมง ปริมาณบริโภคที่แนะนำคือ 60-90 มิลลิกรัมต่อวันช่วยป้องกันการขาดสารอาหาร และปริมาณ 3,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยบำรุงร่างกาย วิตามินซีช่วยบำรุงระบบการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาในช่องปากและฟัน เช่น เลือดออกตามไรฟันบำรุงเหงือก

3.ซิงก์ (ZINC) เป็นแร่ธาตุที่ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนเพศ และช่วยชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปกับเหงื่อ มีสารประกอบเมทัลโปรตีน ซึ่งเป็นโปรตีนสังเคราะห์ที่ช่วยในกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์ และเนื้อเยื่อ ปริมาณบริโภคที่แนะนำต่อวันคือ 5.5-9.5 มิลลิกรัมในผู้ชาย และ 4-7 มิลลิกรัมในผู้หญิง ควรกินพร้อมอาหาร หากกินเพียงอย่างเดียวขณะท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้

4.โอเมก้าทรี (Omega-3) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สกัดจากปลาทะเล และพืชจำพวกถั่ว เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นดีเอชเอ (DHA) โดยอวัยวะตับ แต่จากผลการวิจัยขององค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยบำรุงสมองในเด็ก แต่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและไขข้อต่างๆ ช่วยลดสภาวะจิตใจหดหู่ ลดคอเลสตอรอลในเลือด และลดอัตราเสี่ยงเป็นโรคหัวใจปริมารบริโภคที่แนะนำคือไม่ควรเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

5.เวย์โปรตีน (Whey protein) เป็นอาหารเสริมที่สกัดได้จากหางนม และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เช่น ชีส เนื้อแดง จึงเหมาะกับผู้กินชีวจิต และผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีโปรตีนสูงช่วยเผาผลาญไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังช่วยกรองระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยการควบคุมการดูดซึมอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันคือ ไม่เกิน 1 หรือ 2 กรัม
เหตุผลที่ควรกินอาหารเสริม

1.มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแย่ เช่น สูบบุหรี่จัด หรือติดแอลกอฮอล์ ไลฟ์สไตล์เช่นนี้ เทียบได้กับการสะสมพิษที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และยังมีพฤติกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา การกินอาหารแบบเร่งรีบจึงเคี้ยวไม่ละเอียด กินอาหารด้วย อาการเครียด พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายกายดูดซึมสารอาหารไม่ได้เต็มที

2.ภาวะร่างกายสูญเสียพลังงาน เช่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงสูงอายุ หญิงวัยหมด ประจำเดือน หรือร่างกายปฏิเสธไม่รับอาหาร เพื่อใช้ในการสะสมความแข็งแรง เติมความสมบูรณ์ให้กับร่างกาย

3.อยู่ท่ามกลางสภาวะเป็นพิษ เช่น ร่างกายสะสมมลพิษไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนกำลังลง และใช้เวลานานกว่าร่างกายจะขับออกมหดทำให้สุขภาพอ่อนแอง่ายกว่าปกติ

4.กระบวนการแปรรูปอาหาร เช่น การกินอาหารในภัตตาคาร หรือในร้านอาหารตามสั่งเป็นประจำ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีสิ่งแปลกปอลมใดเพิ่มเติมมาในจานอาหารทำให้เราไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน

อาหารเสริมที่เหมาะกับตัวเองคือ อาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสุขภาพของเราให้ดีขึ้น ช่วยฟื้นฟูปัญหาสุขภาพได้อย่างตรงจุด เช่น อาการนอนไม่หลับ อาการอ่อนเพลีย หรือแม้แต่การช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายให้แข็งแรง และที่สำคัญคือ ต้องปลอดภัยต่อสุขภาพกระดูก ตับและระบบประสาทของเราด้วย สิ่งสำคัญในการบริโภค คือ ควรกินตามปริมาณบริโภคที่แนะนำต่อวัน หากเกินปริมาณที่กำหนดไว้อาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้

วิตามินที่เรากลืนกินทุกวันนี้ มีหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน เพราะความต้องการของแต่ละคนต่างกันออกไป ผู้ผลิตจึงนำเสนอวิตามิน ในรูปแบบที่หลากหลาย มาดูกัน

เม็ดอัด (Tablet) เป็นรูปแบบที่เจอได้บ่อยและสะดวกที่สุด ง่ายต่อการพกพา เก็บรักษาไว้ได้นานกว่าแบบผงหรือแบบน้ำ และไม่สามารถใส่สารอื่นเจือปนได้

แคปซูล (Capsule) เช่นเดียวกับอัดเม็ด พกสะดวกเก็บรักษาง่าย พบบ่อยสำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินซีวิตามินดี มีสารปรุงแต่งยาผสมอยู่น้อยกว่าแบบอัดเม็ด

แคปซูลเจลาติน (Gelatin Capsule) ทำมาจากเจลาติน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ควรเก็บให้พ้นแสง ในที่เย็นและแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น

แคปซูลมังสวิรัติ (Cellulose Capsule) ปราศจากส่วนประกอบที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แป้ง น้ำตาล และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ทำมาจากเซลลูโลสและเส้นในอาหารจากพืช ซึ่งมีความทนทนต่อปัญหาการติดเชื้อราและแบคทีเรีย สามารถเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิสูงได้ โดยไม่ละลายหรือเกาะติดกัน ไม่มีผลกระทบจากอากาศเย็นและแห้ง ซึ่งส่งผลให้แคปซูลแบบเจลาตินเปราะ แต่โชคร้ายหน่อยที่มันอาจทำปฏิกิริยากับสารที่อยู่ในแคปซูลเอง จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับแคปซูล และที่สำคัญราคาแพงกว่ามาก!!

แคปเลต (Caplet) เป็นแบบอัดเม็ดในรูปทรงเหมือนแคปซูล อาจมีการเคลือบด้านนอกอีกชั้นเพื่อให้มันแตกตำในลำไส้เล็ก ไม่แตกตัวในกระเพาะ (ซึ่งมีความเป็นกรด)

ซอฟเจล (Sofgel) เป็นแคปซูลเจลาตินแบบนุ่ม bio c ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่ากลืนง่ายกว่าแคปซูลธรรมดา เช่นเดียวกับแบบอัดเม็ดหรือแคปซูล ซอฟเจลต้องผ่านกระบวนการในระบบย่อยอาหาร จึงออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าแบบน้ำหรือแบบผง

ผง (Powder) มีข้อได้เปรียบที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ( 1 ช้อนชาของวิตามินซีแบบผง มีปริมาณวิตามินซีถึง 4,000 mg.) และข้อได้เปรียบในแง่ของการปราศจากสารปรุงแต่ง ตัวนำยา หรือสารอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

แบบเหลว (Liquid) ใช้สำหรับชงผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลืนเม็ดแคปซูลหรือเม็ดยาได้

สเปรย์ในปาก (Spray) ส่งผ่านสารอาหารความเข้มข้นต่ำเข้าสู่ช่องปากส่วนใต้ลิ้นโดยตรง สารอาหารจะไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุในเวลาประมาณ 15 นาที

เม็ดอมใต้ลิ้น เป็นเม็ดแบบละลายใต้ลิ้น (สำหรับวิตามินบี 12 รูปแบนี้เป้นแบบที่ผมขอแนะนำ เพราะมันจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า)

แผ่นปิดและแบบฝังใต้ผิวหนัง จะให้สารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะที่เขียนอยู่นี้ อาหารเสริมในรูปแบบนี้ยังมีจำกัด และได้รับการพิจารณาให้เป็นระบบที่ใช้สำหรับการนำยาเข้าสู่ร่างกาย

ปริมาณของวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวันในคนปกติ (Recommended Dietary Allowances, RDAs) คือ ขนาดของวิตามินซี(ascorbic acid) 75-90 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น แต่ในกรณีที่ต้องการรับประทานเพื่อป้องกันโรคบางชนิด เช่น หวัด หรือ เลือดออกตามไรฟัน สามารถเพิ่มขนาดรับประทานได้ถึง 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน การรับประทานวิตามินซีสามารถรับประทานเวลาใดก็ได้ขึ้นกับความสะดวก แต่แนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยอาจแบ่งรับประทานตามมื้ออาหาร เช่น วันละสองเวลาหลังอาหาร หรือ วันละสามเวลาหลังอาหาร จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่าการรับประทานทั้งหมดในครั้งเดียว ไม่แนะนำให้รับประทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง เช่น ไม่สบายท้อง ปวดมวนท้อง ท้องเสียรุนแรง เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และ นิ่วในไต ได้ ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการใช้วิตามินซีในขนาดที่สูงกว่าที่กล่าวไว้มาก

ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการรับประทานวิตามินซี จะสามารถช่วยทำให้ผิวที่คล้ำจากแสงแดดขาวขึ้นได้ เนื่องจากการศึกษายังมีอยู่อย่างจำกัด ตามทฤษฎี วิตามินซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั้น เมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวได้โดยยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวทำให้ผิวที่คล้ำจากแดดขาวขึ้นได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผิวขาวกว่าสีผิวตามธรรมชาติได้ bio c.

เอมมูร่า เซซามิน ไขข้อข้องใจกับการใช้ น้ำมันงาดำสกัดเย็น มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร?

เอมมูร่า เซซามิน ไขข้อข้องใจกับการใช้ น้ำมันงาดำสกัดเย็น มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร?น้ำมันงาดำสกัดเย็นในปัจจุบันมีหลายๆ คนหันมาให้ความสนใจน้ำมันงาดำสกัดเย็น กันมากขึ้น หลังจากที่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นได้บูมกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งประโยชน์ของน้ำมันงาดำสกัดเย็นนั้นก็มีมากมาย การเลือกบริโภคน้ำมันงาดำสกัดเย็น ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถช่วยดูแลบำรุงรักษาเซลล์สมองรวมถึงระบบประสาทได้เป็นอย่างดี เพราะมีปริมาณโอเมก้าที่สมดุลกัน และในน้ำมันงาดำสกัดเย็นยังมีกรดไขมัน2ชนิดที่ดี อย่างไลโนเลอิกและโอเลอิก ที่มีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้และจะได้รับก็ต่อเมื่อเลือกที่จะทานเข้าไปนั่นเอง น้ำมันงาดำสกัดเย็นช่วยแก้อาการต่างๆและบำรุงสมองในน้ำมันงาดำสกัดเย็นมีสารเซซามอล และเซซามิน เฉพาะตัวซึ่งมีสรรพคุณที่จะช่วยในการป้องกันการเสื่อมของระบบประสาทและสมอง นอกจากนี้น้ำมันงาดำสกัดเย็นเป็นสุดยอดของอาหารที่ช่วยบำรุงตับและไต ช่วยล้างพิษในระบบลำไส้ และสามารถกินเพื่อเสริมสร้างประสาทและบำรุงสมอง เพื่อใช้ในการต่อกระดูกและลดความเจ็บปวดของกระดูกและกล้ามเนื้อได้อีกด้วย เอมมูร่า เซซามิน.

เอมมูร่า เซซามิน

เอมมูร่า เซซามิน นอกจากนี้ น้ำมันงาดำ สกัดเย็น ยังมีคุณค่าทางด้านอาหาร และมีคุณสมบัติทางด้านป้องกันและช่วยในการรักษาโรค ต่างๆได้เป็นอย่างดี

สารสกัดในน้ำมันงาดำสกัดเย็น

ในน้ำมันงาดำสกัดเย็น มีสารสกัดที่เป็นสารเซซามิน ,สารเซซาโมลิน และ สารเซซามอล ซึ่งสามารถพบได้ในน้ำมันงาดำสกัดเย็นเท่านั้น ส่วนคุณสมบัติของน้ำมันงาดำสกัดเย็น สามารถใช้รักษาโรคหลักๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคปวดไหล่และหลังเรื้อรัง ,โรคไขข้อเสื่อมและอักเสบ ,โรคปวดหัวเรื้อรังและไมเกรน ,ช่วยลดอาการปวดเข่า ,ข้ออักเสบ แก้อาการปวดข้อ ,ช่วยป้องกันโรคและช่วยลดความเสี่ยงของข้อเสื่อม ซึ่งโรคเหล่านี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแก่ร่างกายมาก เอมมูร่า เซซามิน

ประโยชน์ของการใช้น้ำมันงาดำสกัดเย็น

น้ำมันงาดำสกัดเย็นถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์ชาวจีนและกลุ่มนักธรรมชาติบำบัด สรรพคุณและประโยชน์ของงาดำ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ ซึ่งในน้ำมันงาดำสกัดเย็น จะมีฤทธิ์ในการช่วยเข้าไปเพิ่มมวลกระดูกอ่อน และยังถึงการเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อต่อในร่างกายเราได้อีกด้วย สารเซซามิน ซึ่อยู่ในงาดำยังมีสรรพคุณในการช่วยยับยั้งการทำงานของสารอินเตอร์ลิวติน-1 เบต้า หรือ IL-1 Beta ซึ่งสาร IL-1 เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการสลายของกระดูกอ่อนอีกด้วย ทำให้การกินน้ำมันงาดำสกัดเย็นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกจากธรรมชาติ หากได้รับประทานเป็นประจำไปพร้อมๆกับอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม และช่วยรักษาและลดอาการปวดและอักเสบของข้อต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของ น้ำมันงาดำ ที่ใช้กันมาแต่อดีตกับสรรพคุณเกี่ยวกับโรคข้อเสื่อม

น้ำมันงาดำแก้ปวดเข่าเพราะในปัจจุบัน แม้โลกเราจะเข้าสู่ในยุคดิจิตอลก็ตาม แต่อาการเจ็บไข้ได้ป่วย มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่จะต้องดูแลรักษา เยียวยา ซึ่งการใช้ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ นั้นจะช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม ลดอาการ ปวดเข่า ปวดข้อและข้ออักเสบ ว่ากันด้วยสรรพคุณหรือประโยชน์ของน้ำมันงาดำนั้น มีมากมาย เรียกว่าครอบคลุมจักรวาลเลยก็ว่าได้ หนึ่งในประโยชน์ของน้ำมันงาดำที่มีผู้รับประทานแล้วนำมาเล่าขานต่อกันก็คือ การใช้ประโยชน์ของน้ำมันงาดำเพื่อบรรเทาอาการปวด และช่วยต้านอักเสบของข้อต่างๆในร่างกายซึ่งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ แก้ปัญหาข้อเสื่อม

ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ ที่นอยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคดิจิตอลนี้ สามารถช่วยในเรื่องของโรคปวดเข่า ปวดข้อ และข้อเสื่อม เพราะเป็นโรคที่ใครๆก็ไม่พึงปรารถนา ซึ่งการปวดตามข้อนั้นจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายและจิตใจ ส่วนสาเหตุหลักของโรคข้อเสื่อมนั้น เกิดจากการที่ข้อกระดูกส่วนต่างๆของร่างกาย จะต้องรับน้ำหนักมากเกินไป โดยอาจจะเกิดจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อย่างการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ที่กระทบต่อบริเวณข้อต่างๆ ฯลฯ เพราะการที่ข้อต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไปจะส่งผลทำให้เนื้อเยื่อบริเวณข้อกระดูก ถูกทำลายได้ การใช้ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ จึงสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขอาการเหล่านี้ได้

ประโยชน์ของน้ำมันงาดำช่วยเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อต่อ

ผู้ที่มีอาการอักเสบของข้อแต่แรก ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ซึ่งอาการอักเสบของข้อจะก่อให้เกิดความเสื่อมตามมา และหากถูกปล่อยปละละเลยก็จะเกิดเป็นความเสื่อมของข้อ ทำให้ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์ชาวจีนและกลุ่มนักธรรมชาติบำบัด ที่นำประโยชน์ของน้ำมันงาดำมาช่วยลดอาการอักเสบ ซึ่งในงาดำนั้นมีฤทธิ์ในการช่วยเข้าไปเพิ่มมวลกระดูกอ่อน และรวมถึงเป็นการเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อต่อในร่างกายได้

ประโยชน์ของน้ำมันงาดำช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับข้อต่อ

ประโยชน์ของน้ำมันงาดำ ที่มีมากมายก็เพราะว่าในงาดำมีสารเซซามิน ซึ่งเป็นสารเฉพาะตัวเท่านั้น ซึ่งประโยชน์ของน้ำมันงาดำจะช่วยยับยั้งการทำงานของสารอินเตอร์ลิวติน-1 เบต้า ที่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการสลายของกระดูกอ่อน ทำให้การเลือกรับประทาน น้ำมันงาดำสกัดเย็น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะหากสามารถรับประทานอย่างสม่ำเสมอ พร้อมอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ ไม่ให้เสื่อมได้ และยังช่วยรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและอักเสบของข้อต่างๆตามร่างกายได้เป็นอย่างดี

น้ำมันงาดำสกัดเย็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
โรคที่เกี่ยวกับกระดูก โดยเฉพาะโรคที่เป็นกันมากในวัยที่ล่วงเลยเข้าอายุ 40 ปี
ของผู้หญิงนั้นก็คือโรคภาวะกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนสำหรับผู้หญิงแล้ว เอมมูร่า เซซามิน สาเหตุหลักก็คือสภาวะที่ร่างกายเกิดการพร่องฮอร์โมน และเรื่องที่เป็นประเด็นที่น่าตกใจในมุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พบก็คือ

โรคนี้มักเกิดกับคนในประเทศที่มีสถิติการบริโภคนมสูง (และในความคิดหนึ่ง อาจหมายถึงได้รับแคลเซียมสูง) ในชีวิตประจำวันอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา, เนเธอแลนด์ และเดนมาร์ก ซึ่งทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกิดการสงสัยในเรื่องทฤษฎีที่มีมาช้านานในเรื่องของการบริโภคนมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน
ในความเป็นจริงนั้น เรารู้กันหรือไม่ ว่าในเมล็ดงาดำนั้น มีปริมาณแคลเซียมมากกว่านมเมื่อเทียบทั้งสองอย่างในปริมาณเท่ากัน

มากไปกว่านั้น ในงาดำนั้น ก็ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอีกมากมายที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก เช่น แมกนีเซียม, สังกะสี และฟอสฟอรัส แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นสารที่สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบในงาดำและให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ “เซซามิน” (sesamin) ซึ่งมีอยู่ใน “น้ำมันงาดำสกัดเย็น” ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกในร่างกายเรา เอมมูร่า เซซามิน.

d focuss อาการปวดตานั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายสาเหตุ

d focuss อาการปวดตานั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายสาเหตุและคำถามที่หลายๆคนถามกันมากก็คือ ปวดตาทําไงดี ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของการช่วยทำให้อาการปวดตาของคุณนั้นบรรเทาลง และวิธีรักษาอาการปวดตาที่จะมาพูดกันนี้ก็ยังสามารถนำไปปฎิบัติกันดูได้ เป็นวิธีง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ค่ะ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดตานั้นหลักๆก็จะเกิดจากการที่จ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เวลานานๆ ดูโทรศัพท์มือถือนานๆ หรือว่าอ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ ซึ่งสาเหตุที่เกิดอาการปวดตานั้นมีมากมายค่ะ และคำถามที่ตามมาก็คือถ้าปวดตาทำไงดี มาดูวิธีที่ง่ายๆกันเลยค่ะ ปวดตาทําไงดี การใช้น้ำตาเทียมหยอด การหยอดน้ำตาเทียมเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีมาก เพราะว่าบางครั้งเราจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือดูเครื่องมือสื่อสารเป็นเวลานาน ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้นหรืออาจจะเกิน 50% ของการใช้ชีวิตประจำวันเราไปแล้ว ดังนั้นจากการที่เราจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจึ่งส่งผลให้ตาเราแห้ง และถ้าเรา ปวดตาทำไงดี ? คำตอบก็คือใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อลดอาการตาแห้ง และควรจะหยอดวันละ 2 เวลา คือ เช้าและก่อนนอน ดังนั้นน้ำตาเทียมเป็นวิธีง่ายๆที่เราสามารถทำเองได้เมื่อมีอาการปวดตา d focuss.

d focuss

d focuss ใช้ผ้าอุ่นประคบช่วยได้มาก
ผ้าชุบน้ำอุ่นๆช่วยบรรเทาการปวดตาได้ดีมากๆ และเป็นวิธีง่ายๆที่เราสามารถทำเองได้ ซึ่งการที่เราประคบร้อนให้ดวงตานั้น ความร้อนจะทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้นจึงช่วยให้บรรเทาอาการปวดตา ไขมันที่อุดตันในส่วนของเปลือกตาละลายจึงทำให้อาการดีขึ้น และอีกอย่างช่วยทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาผ่อนคลายจะช่วยลดบรรเทาอาการปวดตา วิธีการประคบร้อนนี้เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยได้มากเลยทีเดียวค่ะ

ปวดตาทำไง นวดบนดวงตา

นวดวนบนรอบๆดวงตาดวงตา
การนวดวนรอบๆดวงตานั้นจะช่วยบรรเทาการปวดตาได้ชั่วขณะ ซึ่งการนวดเบาๆลงบนดวงตาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำฝ่ามือกดเบาๆลงบนดวงตา จากนั้นก็นวดวนเบาๆบริเวณดวงตาจะทำให้บรรเทาอาการปวดตาได้ชั่วขณะ เพราะฉนั้นถ้าจะให้ดีก็ต้องใช้วิธีที่จะป้องกันการปวดตาอย่างอื่นผสมด้วย d focuss

ผ่อนคลายสายตา

การผ่อนคลายสายตาช่วยได้มาก
เวลาที่เราดูหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ หรือแม้กระทั้งการที่เราอ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้เราปวดตาได้ ดังนั้นเราควรจะผ่อนคลายสายตาบ้างอาจจะทำได้โดยการเปลี่ยนจากการจ้องมองจอมาเป็นดูสีเขียวของธรรมชาติ ซึ่งวิธีการเปลี่ยนจากการที่เราต้องจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสื่อสารเป็นเวลานานๆ มาเป็นการดูสีเขียวจากธรรมชาติเป็นช่วงๆนั้นจะช่วยลดอาการปวดตาได้ดีเลยทีเดียว

หา อาหารเสริมบํารุงสายตา ทาน
การบำรุงรักษาดวงตาด้วยการรับประทานวิตามินบำรุงสายตาหรือพวงอาหารเสริมบำรุงสายตานั้นช่วยได้เยอะมาก เพราะสารสกัดที่ได้จาก อาหารเสริมบํารุงสายตา d focuss จะช่วยรักษาอาการปวดตาได้และยังช่วยในเรื่องอื่นๆอีกด้วย การรับประทานพวกวิตามินบำรุงสายตานั้นจะต้องทานในระยะยาวและวิตามินพวกนี้ก็ยังช่วยดูแลและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับดวงตาอื่นๆในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งการเลือกใช้วิตามินควรที่จะดูคุณสมบัติหลักๆ ดังนี้

มีสารต้านอนุมูลอิสระ
มีเบต้าแคโรทีน
เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100%

นอนหลับพักผ่อน

ปวดตาทำไงดี นอนหลับช่วยได้
การนอนหลับหรือพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยได้เยอะ เพราะการนอนหลับคือวิธีที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดในการช่วยให้บรรเทาอาการปวดตา ดังนนั้นเมื่อรู้สึกเมื่อยดวงตาหรือว่าปวดตาก็ให้นอนหลับพักผ่อนจะเป็นวิธีที่ดีมากๆ และง่ายมากๆ การที่เรานอนหลับไม่เพียงพอไม่ได้ส่งผลแค่การปวดตาเท่านั้นนะคะ แต่ยังส่งผลกระทบในเรื่องอื่นๆอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่ายังไงเราก็ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอจะดีที่สุด

และนี่ก็เป็นวิธีง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้และก็คงหมดคำถามที่ว่า ปวดตาทำไงดี เพราะวิธีที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้เป็นวิธีขั้นต้นที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง ซึ่งถ้าเกิดในกรณีอื่นที่ใช้วิธีข้างต้นนี้แล้วไม่ดีขึ้น ก็แนะนำให้พบปรึกษาแพทย์ค่ะ หวังว่าวิธีทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้บ้างนะคะ d focuss.